เทรนด์การเลี้ยงสัตว์ที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัว หรือ Pet Parent ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเติบโตในทุกมิติ และเป็นเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมากในปี 2567 เพราะผู้เลี้ยงสัตว์เหล่านี้ที่ได้กลายเป็น “ทาสหมา ทาสแมว” ไปอย่างไม่รู้ตัว ด้วยความน่ารัก ความซื่อสัตย์ ทำให้หลายคนเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทดแทนการมีลูกมากขึ้น 

ttb analytics ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2567 จะมีมูลค่าราว 7.5 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 12.4% โดยในปี 2566 พบว่า ผู้เลี้ยงสัตว์ในบ้านมักมีแนวโน้มที่จะมีฐานะและเป็นกลุ่มลูกค้ามูลค่าสูง (High-value users : HVUs) โดยคนไทยกว่า 65% เลี้ยงสัตว์เหมือนลูกหรือสมาชิกในครอบครัว หรือที่เรียกว่า Pet Parent ในขณะที่ 33% เลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนคลายเหงา และ 2% เลี้ยงสัตว์เพื่อการบำบัดเยียวยาจิตใจ โดยอันดับสัตว์เลี้ยงยอดนิยม คือ เลือกเลี้ยงสุนัข 63% เลือกเลี้ยงแมว 49% เลือกเลี้ยงสัตว์ Exotic 12% อาทิ ปลา กระต่าย และนก

พฤติกรรมผู้เลี้ยงแต่ละช่วงวัยก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยกลุ่มคน Gen Y มีสัดส่วนผู้เลี้ยงแมวสูงสุดจากสัตว์ทุกชนิด เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและนิยมในการอาศัยอยู่คอนโดฯ การเลี้ยงแมวจึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวสำหรับคนรักสัตว์ในวัยสร้างตัว

ส่วนคน Gen Z เลี้ยงสุนัขมากที่สุด ทั้งยังมีการใช้จ่ายเติบโตสูงสุดจากทุกช่วงวัยถึง 46% ขณะที่คน Gen X นิยมเลี้ยงปลาและนก เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เสริมให้บ้านมีชีวิตชีวา ไม่สร้างภาระให้ผู้เลี้ยงมากนัก และช่วยเสริมความสิริมงคลตามความเชื่อได้อีกด้วย 

ปัจจุบันจะเห็นว่าผู้เลี้ยงสัตว์มีการปรับวิธีดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเองให้มีความพรีเมี่ยมมากขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเจ้าของเลือกที่จะซื้อของให้สัตว์เลี้ยงเพื่อตอบสนองความพอใจของผู้เลี้ยง ต่อยอดรูปแบบการเลี้ยงดูในมิติของ Pet Parent สู่ Pet Celebrity สร้างตัวตนให้สัตว์เลี้ยงผ่านช่องทาง และถูกพัฒนาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีผู้ติดตามผ่านโซเชียลมีเดีย (Petfluencer) 

ข้อมูลการใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว สำหรับการเลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระจะมีค่าใช้จ่ายเพียงราว 7,745 บาทต่อตัวต่อปี ส่วนการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว เจ้าของจะมีภาระค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 41,100 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งสูงกว่าเพราะกลุ่มสัตว์เลี้ยง Petfluencer นั้นเจ้าของได้สรรสร้างเพื่อนำเสนอให้กลุ่มผู้ติดตาม ทำให้นอกจากรายจ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์และค่าดูแลสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งแล้ว ยังมีความถี่ในการจับจ่ายที่สูงขึ้น มีแนวโน้มเข้าสู่ “การเลี้ยงแบบครอบครัว-ที่ตามใจ-และสร้างรายได้

ช่องว่างและโอกาสของการพัฒนาสินค้านวัตกรรมเลี้ยงสัตว์ในไทยยังมีอยู่อีกมาก หากไปดูถึงแนวทางในการพัฒนา Pet Tech ของเกาหลีและสิงคโปร์ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ในปัจจุบันมีสินค้าและบริการรวมถึงนวัตกรรมเพื่อสัตว์เลี้ยงค่อนข้างมาก อาทิ บ้านสัตว์เลี้ยงเก็บเสียง ป้องกันเสียงรบกวนสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ที่พักอาศัยในอพาร์ทเมนท์, เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับครอบครัวที่เลี้ยงสัตว์ อย่างพัดลมไร้ใบพัด ป้องกันการเกิดอันตรายแก่สัตว์เลี้ยง, อุปกรณ์เพื่อสัตว์เลี้ยงแบบอัตโนมัติ อาทิ ห้องน้ำแมวอัตโนมัติ เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของ หุ่นยนต์ของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อความเพลิดเพลินช่วงที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน, ที่นอนไฟฟ้า ปรับอุณหภูมิให้เป็นเตียงแบบเย็นได้ในฤดูร้อน ป้องกันการเกิดอาการฮีทสโตรค และสามารถปรับเป็นเตียงแบบอุ่นได้ในฤดูหนาว ในด้านสุขภาพมีการพัฒนา อุปกรณ์ติดตามและเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชั่นและข้อมูลสู่คอมพิวเตอร์ของสัตวแพทย์ที่สัตว์เลี้ยงทำการรักษาอยู่

ขณะที่ในสิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงในสิงคโปร์เติบโตขึ้น โดยในปี 2559 ตลาดค้าปลีกผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงในสิงคโปร์มีมูลค่า 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 91.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการคาดการณ์ว่าภายใน ปี 2568 ธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 111.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจดังกล่าวในสิงคโปร์

ในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 ผู้ประกอบการ SME ในสิงคโปร์ คิดค้นนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อใช้ในธุรกิจการดูแลสัตว์เลี้ยงที่หลากหลาย อาทิ สตาร์ทอัพ ZumVet  ที่ให้บริการด้านสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Healthcare) เพื่อคำปรึกษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงทางออนไลน์และในอนาคต โดยในช่วงโควิด 19 มีผู้ใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวเพิ่มขึ้น 8 เท่าในระยะเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีบริษัทสตาร์ทอัพที่ทำแอปพลิเคชันดูแลสัตว์เลี้ยงด้านอื่นๆ อาทิ หาพี่เลี้ยงสัตว์ออนไลน์ Pet Sitting Platform, PetBacker หรือ Pawshake แอปพลิเคชันจับคู่เจ้าของสัตว์เลี้ยงกับบริการต่างๆ หาพี่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง เพื่อรับพาสุนัขไปเดินเล่น รถโดยสารสำหรับรับสัตว์เลี้ยง และช่างตัดขน การพาสุนัขไปเดินออกกำลังกาย ตอบโจทย์คนรักสัตว์ แต่ไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่สะดวก ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

แน่นอนว่าผู้ประกอบการที่สนใจผลิตสินค้าเพื่อมาตอบโจทย์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงจำเป็นจะต้องรู้ใจ เจาะลึกเข้าถึงความต้องการของ Pet Parents ให้มากขึ้น ปัจจุบันนี้จะเห็นว่ามีหลายบริษัทพัฒนา Pet Tech นวัตกรรมสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาให้ตอบโจทย์การเลี้ยงสัตว์ในยุคเทคโนโลยี 

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยก็มีกลุ่ม PETOLOGY ซึ่งเป็นกลุ่มวิศวกรรักสัตว์ ที่ต้องการคัดสรรสิ่งใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการ ลดภาระและช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน มีสินค้านวัตกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น ของเล่นแมวอัจฉริยะ ห้องน้ำแมวอัตโนมัติ เครื่องให้อาหารแมว น้ำพุแมวไร้สาย ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชั่นรายงานพฤติกรรมและเก็บสถิติการกิน การขับถ่ายของสัตว์เลี้ยงก่อนประมวลผล และรายงานแบบ Real Time ผ่านสมาร์ทโฟน แจ้งเตือนให้กับผู้เลี้ยงทราบ ในกรณีที่พบความผิดปกติจะได้นำส่งถึงสัตวแพทย์ได้ทันที รวมไปถึงสร้อยคอสวมใส่ที่มีระบบ GPS อยู่ในสร้อยคอ สามารถติดตามและดูข้อมูลด้านสุขภาพของสัตว์ และป้องกันความเสี่ยงด้านการพลัดพรากของสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย ซึ่งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีก็ไม่แพ้ของคนเลยทีเดียว

ในด้านบริการก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง หรือ Pet Parent ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งคนกลุ่มนี้ยอมควักกระเป๋า ทุ่มเทกับการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเพื่อให้ได้รับการรักษาแบบดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด มีผู้เลี้ยงกว่า 40% ที่ต้องการให้มี ‘คลินิกเฉพาะทาง’ มากขึ้น

นอกจากนี้ผู้เลี้ยงกว่า กว่า 65% ยังพร้อมเปย์ให้กับ ‘บริการ’ เพื่อสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในทุกเดือน อาทิ บริการอาบน้ำ-ตัดขน-สปา บริการรับฝากเลี้ยง บริการสระว่ายน้ำและสถานที่ออกกำลังกาย และส่วนใหญ่ต้องการใช้บริการ ‘Pet Wellness Center’ หรือบริการดูแลและรักษาสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ที่มีพร้อมทั้งการดูแลทั่วไปไปจนถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยผ่อนภาระให้ผู้เลี้ยงสามารถฝากดูแลเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนรักได้อย่างไร้กังวลเมื่อมีเหตุจำเป็น

ส่วน ‘Pet Park สถานที่ออกกำลังกาย’ เป็นอีกหนึ่งบริการที่ผู้เลี้ยงกว่า 27% ที่ต้องการให้มี ซึ่งปัจจุบันบริการเหล่านี้ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยมากนัก แม้ว่าจะเริ่มเห็นศูนย์การค้าชั้นนำหลายๆ แห่ง เพิ่มพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปใช้บริการในศูนย์ฯ และมีพื้นที่กิจกรรมมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนของสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน 

ถ้ามองถึงโอกาสของธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมใหม่ๆ ในไทยยังมีสินค้าและบริการทางการแพทย์สำหรับสัตว์ Exotic เช่น หนู กระต่าย ชินชิล่า แพรี่ด็อก เต่า กบ นกแก้ว มาคอว์ นกยูง ปลาสวยงาม ซึ่งกลุ่มนี้ยังมีช่องว่างในการเพิ่มเติมสินค้าใหม่ๆ ทั้งอาหารและอุปกรณ์ เพราะกลุ่มนี้จะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีกระแสที่สามารถเลี้ยงง่าย 

ส่วนกลุ่มสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอย่างหมาและแมว ในหมวดธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารเสริม และอาหารระดับพรีเมี่ยม ปัจจุบันจะเห็นการพัฒนาสูตรอาหารและลูกเล่นส่วนผสมของอาหารใหม่ๆ ตลอดเพื่อดึงดูดลูกค้าที่ต้องการอาหารเกรดดีสำหรับสัตว์เลี้ยง 

ขณะที่ธุรกิจอุปกรณ์ และ เฟอร์นิเจอร์สำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น ปลอกคอ ภาชนะอาหาร บ้านสัตว์ กรง ทรายแมว ธุรกิจให้บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น โรงแรมที่พักสำหรับสัตว์เลี้ยง การฝึกสัตว์เลี้ยง บริการเดินทางรับส่งสัตว์เลี้ยงอย่าง GrabPet ยังคงเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมเรื่อยๆ 

อย่างไรก็ดีนวัตกรรมเพื่อสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีช่องทางในการพัฒนา โดยเฉพาะนวัตกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยงพิการและทุพพลภาพ ซึ่งทุกวันนี้ยังมีอยู่น้อยมากทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสดีของไทยที่จะพัฒนา หรือทำความร่วมมือกับผู้ประกอบการต่างชาติ พัฒนาสินค้าและบริการร่วมกันในอนาคต

เพราะเทรนด์ Pet Parent ยังคงเติบโตทั่วโลกอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นเมกะเทรนด์ ที่จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในธุรกิจสัตว์เลี้ยงต้องเร่งเข้ามาพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม เพื่อดันสินค้าและบริการของไทยให้หลากหลายและมีเอกลักษณ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้าในยุคนี้ รวมทั้งการขยายตลาดมาสู่สิงคโปร์ เกาหลี เอเชีย และระดับโลกได้

อ้างอิง