ในยุคที่โลกมุ่งสู่ความยั่งยืน ทรัพยากรชีวภาพกลายเป็นอีกกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านความหลากหลายทางชีวภาพติดอันดับต้นๆ ของโลก สามารถยกระดับไปสู่การเป็นดาวรุ่งดวงใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพในตลาดสากลได้

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อนว่า เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มีความหมายครอบคลุมถึงการใช้ทรัพยากรชีวภาพต่างๆ เช่น พืช สัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อทำการค้นพบสารสำคัญใหม่ๆ ผ่านวิธีการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ 

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เปรียบในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เนื่องจากการมีพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อยู่ในระดับสูงและมีความสำคัญเป็นอันดับ 8 ของโลก ทำให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพในประเทศไทย เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) พลังงานชีวภาพ (bioenergy) ชีวเคมี (biochemical) ชีวเภสัชภัณฑ์ (biopharmaceuticals) โดยระดับโลกทาง World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ยังรายงานว่าภายในปี ค.ศ.2030 เศรษฐกิจชีวภาพทั่วโลกจะเติบโตและมีมูลค่าสูงถึง 7.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดโลกที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์ด้านชีวภาพ

หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพ คือ Bioenergy หรือ พลังงานชีวภาพ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ตลาดและอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ เนื่องจากต้องการมองหาพลังงานทดแทน อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งพลังงานชีวภาพนั้นคือพลังงานหรือผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงาน ที่เกิดจากทรัพยากรและผลผลิตทางการเกษตรที่เรียกว่า ชีวมวล (Biomass) เช่น แกลบ กากอ้อย เศษไม้ เศษไม้ ซังข้าวโพด เป็นต้น นำมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และชีววิทยาและนำไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงาน เช่น ไบโอดีเซล ไบโอเอทานอล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งชีวมวลเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย

เนื่องจากชีวมวลนั้นสามารถหาได้ตามท้องถิ่นในประเทศไทย ดังนั้นการผลิตแหล่งพลังงานจากชีวมวลจึงเหมาะเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น เพราะนอกจากการค้าขายผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังสร้างรายได้จากการขายเศษวัสดุที่เคยต้องทิ้งได้อีกทางหนึ่งด้วย อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิต พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่นั้นๆ ขณะเดียวกันเมื่อมองในภาพใหญ่ยังเป็นช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในอีกทางหนึ่งด้วย 

นอกจากพลังงานชีวมวลจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแล้ว การส่งออกผลิตภัณฑ์ชีวมวลไปต่างประเทศยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสร้างรายได้เข้าประเทศอีกด้วยเช่นกัน ตัวอย่างตลาดในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการพึ่งพาชีวมวลนำเข้าอย่างมาก เนื่องจากมีทรัพยากรชีวมวลภายในประเทศจำกัด ประกอบกับนโยบายพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ของรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจากร้อยละ 16.1 ในปี ค.ศ 2017 เพิ่มเป็นร้อยละ 22-24 ในปี ค.ศ. 2030 ทำให้มีความต้องการชีวมวลเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีการนำเข้าเศษไม้และเศษไม้อัดเม็ด (Wood Pellet) เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหลัก เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยในปี ค.ศ. 2022 มีการนำเข้ามากกว่า 4 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเวียดนามและแคนาดา และปริมาณของการนำเข้ายังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นโอกาสด้านการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจชีวมวล   

นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวมวลเพื่อผลิตไฟฟ้าแล้วนั้นแล้วนั้น ผลิตภัณฑ์ชีวมวลยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuel) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในกลุ่มยานพาหนะขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก เครื่องบิน และเรือเดินสมุทร ในกลุ่มอุตสาหกรรมขนส่ง (Transportation Industry)ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยจากภาคการขนส่งคิดเป็นร้อยละ 28 ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ทำให้หลายๆ ประเทศทั้ง สหรัฐอเมริกา และกลุ่มสหภาพยุโรป ให้ความสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนนี้อย่างมาก

สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuel) เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 (Second-generation biofuels) ซึ่งผลิตจากพืชพลังงานที่มีการเพาะปลูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอาหารโดยตรง เช่น วัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรและจากอาหาร 

จุดเด่นของเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงคือคุณสมบัติที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแบบยั่งยืน (Sustainable Fuel) เพื่อผสมใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) ทำให้สามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine หรือ ICE) ซึ่งเป็นระบบหลักของเครื่องยนต์ในยานพาหนะภาคการขนส่ง โดยที่ไม่ต้องทำการปรับปรุงเครื่องยนต์แบบเดิมมากนัก ทำให้เหมาะสมและเป็นทางเลือกสำคัญในช่วงยุคที่โลกกำลังมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) ซึ่งความต้องการใช้เชื้อเพลิงแบบยั่งยืนจะมาจากภาคการขนส่งทางบก (Road Transport) และ การบิน (Aviation) เป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ในภาคการบินนั้น เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) จะมีบทบาทและความจำเป็นของภาคอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากในแต่ละประเทศเริ่มมีการกำหนดให้เครื่องบินที่จะทำการบินเข้าน่านฟ้าของประเทศนั้นๆ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ SAF เช่น สหภาพยุโรปกำหนดให้ในปี ค.ศ. 2024 เครื่องบินที่บินเข้าน่านฟ้า ต้องใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของ SAF ร้อยละ 2 และเพิ่มอัตราส่วนของ SAF เป็นร้อยละ 5 ในปี ค.ศ. 2030 และเพิ่มเป็นร้อยละ 70 ในปี ค.ศ.2050 

ส่วนในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิคก็มีแผนการกำหนดการใช้ SAF ด้วยเช่นกัน โดยประเทศญี่ปุ่นมีแผนบังคับใช้อัตราส่วนของ SAF ร้อยละ 10 ภายในปี ค.ศ.2030 ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ก็มีการกำหนดอัตราส่วนของ SAF ร้อยละ 1 เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2026 และเพิ่มเป็น ร้อยละ 3 ถึง 5 ในปี ค.ศ. 2030 ประเทศอินเดียวางแผนกำหนดอัตราส่วนของ SAF ร้อยละ 1 เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2027 และเพิ่มเป็น ร้อยละ 5 ในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งข้อบังคับการใช้ SAF นี้จะทำให้มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก Mckinsey and Company ประเมินว่าความต้องการการใช้เชื้อเพลิงแบบยั่งยืน (Sustainable Fuel) ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 130 ล้านตันต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านตัน ภายในปี ค.ศ. 2030 และเพิ่มเป็น 325 ล้านตันในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่าจากปัจจุบัน 

ในประเทศไทยเองก็ได้มีการตั้งหน่วยผลิต SAF ของกลุ่มบางจาก โดยรวบรวมเอาน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากครัวเรือนและภาคธุรกิจ มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ (Pretreating) และเข้าสู่กระบวนการผลิต SAF โดยมีเป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน และประเทศไทยไทยยังมีวัตถุดิบในการผลิต SAF อยู่อีกมาก เช่น ของเหลือทางการเกษตร 

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของดีมานด์พลังงานชีวมวล ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuel) หรือ เชื้อเพลิงแบบยั่งยืน (Sustainable Fuel) จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนการผลิต เพื่อรองรับความต้องการจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อสร้างความเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทยได้

อ้างอิง