ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมจึงเริ่มตื่นตัวหันมาให้ความสนใจในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมสิ่งแวดล้อมให้กับธุรกิจอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์เหมือนอย่างในอดีต
เทรนด์ธุรกิจคาร์บอนต่ำ จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ได้รับการจับตามองและเป็นเรื่องใกล้ตัวกับธุรกิจมากขึ้น ในฐานะส่วนที่มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคธุรกิจผ่านการลดสัดส่วนการปล่อยคาร์บอน และก๊าซเรือนกระจก ทั้งที่เกิดจากกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการนั้นๆ และการสร้างคาร์บอนจากการดำเนินในทุกส่วนขององค์กรเอง
ปรากฏการณ์ที่ทำให้คนทั้งโลกตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากความรู้สึกที่ทุกคนทราบดีว่าโลกกำลังส่งสัญญาณหลายๆ เพื่อบอกให้มนุษย์ทราบถึงสภาพอากาศที่ผิดปกติมากขึ้นทุกปี หากแต่มีข้อมูลเชิงตัวเลขที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาตร์มากมาย อาทิ ข้อมูลจาก NASA ระบุว่าในปี ค.ศ. 2023 โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.36 เซลเซียส เมื่อเทียบกับในปี ค.ศ. 1850-1900 และในข้อมูลยังระบุด้วยอีกว่าในช่วง 10 ปีล่าสุดนั้นเป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา
และเพื่อลดผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนานาประเทศได้มีการประชุมร่วมกันในการประชุม United Nations Climate Change Conference หรือที่รู้จักกันว่า COP มีเป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนำมาสู่การปรับตัวและการตื่นตัวของทั่วโลก
ยกตัวอย่าง ในปี ค.ศ 2026 ทวีปยุโรปมีแผนบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM)) หรือในปี ค.ศ.2050 การให้สัตยาบันของนานาประเทศในการวางแผนมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Neutral Carbon) และปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero GHG Emission) ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้นำมาสู่การปรับในส่วนต่างๆ ของโลก ทำให้เกิดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (low-carbon economy) ของแต่ละประเทศได้สำเร็จ
ดังนั้นธุรกิจคาร์บอนต่ำจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนในหลายๆ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นจากอาคารต่างๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม จากการเกษตรกรรม จากแหล่งผลิตพลังงาน จากการขนส่ง เป็นต้น
ในบทความฉบับนี้จะขอยกตัวอย่างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อน เพื่อช่วยลดคาร์บอน อาทิในวงการอสังหาริมทรัพย์ จากงานวิจัยของ Gensler ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบอาคารชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่าจากการปลดปล่อยคาร์บอนทั้งหมดในโลกเกิดจากกิจกรรมภายในอาคารถึงร้อยละ 39 ด้วยเหตุนี้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนในอาคารต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีการจัดการขยะ, เทคโนโลยีการจัดการน้ำ, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยควบคุมระบบต่างๆ ภายในอาคารให้เหมาะสม เช่น ระบบ HVAC (Heating Ventilation and Air Conditioning) เพื่อลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง
ตัวอย่างเช่นระบบ Energy Management Information System (EMIS), Building Information Modeling (BIM) ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในโรงงานและอาคารต่างๆ โดยระบบจะคำนวนความต้องการใช้พลังงานในแต่ละส่วนของอาคารและปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม แต่ก็ยังคงให้ผู้ที่อยู่ภายในอาคารรู้สึกสบายและมีสุขภาวะที่ดี
หรือการใช้เทคโนโลยี Digital Twin หรือ โมเดลเสมือนจริงของวัตถุทางกายภาพ มาช่วยในการควบคุมประสิทธิภาพ ระบุความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น มาช่วยตัดสินใจเรื่องการบำรุงรักษา ตัวอย่างกรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ที่มีการนำ Digital Twin มาใช้ในการจัดการพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม ทำให้สามารถดูแลพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำ AI มาใช้ควบคุมระบบอาคารสามารถช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ถึงร้อยละ 20-30 นอกจากทำให้ผู้อาศัยรู้สึกสบายขึ้น ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือการบริหารจัดการอาคาร
ยกตัวอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการและกำจัดขยะต่างๆ อย่างเช่นแอปพลิเคชัน Too Good to Go ที่ช่วยลดสินค้าอาหารเหลือจากการจำหน่าย เนื่องจากในแต่ละวันตามร้านค้าและร้านอาหารจะมีอาหารเหลือจากการจำหน่าย แอปพลิเคชัน Too Good To Go จะเข้ามาลดช่องว่างตรงนี้ ด้วยการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ใช้งานสามารถซื้ออาหารเหลือจากการจำหน่ายในแต่ละวันได้ในราคาต่ำกว่าปกติ เป็นการทำให้ช่วยลดขยะอาหาร (food waste) หรือแอปพลิเคชัน Yindii และ Flashfood ซึ่งเป็น Marketplace ของอาหารที่เหลือจากการจำหน่าย โดยจะนำอาหารที่เหลือจากการขาย (surplus) มาขายในราคาพิเศษบนแอปพลิเคชัน เป็นการช่วยจัดการอาหารแล้ว ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
ทั้งนี้เทคโนโลยีการจัดการและกำจัดขยะยังมีอีกหลายรูปแบบที่น่าสนใจ อย่างนวัตกรรมเครื่องย่อยขยะ (composter) ของ Oklin ที่สามารถย่อยขยะอาหาร (food waste) ให้เป็นวัสดุปรับปรุงดินหรือปุ๋ย (soil amendment) ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งภายในบ้านและในระดับอุตสาหกรรม ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะลงได้ และยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน (methane) ซึ่งช่วยกำจัดขยะเศษอาหารได้แล้วมากกว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี และลดคาร์บอนฟุตพริ้นได้มากกว่า 2 ล้านกิโลกรัม CO2 ต่อปี
นวัตกรรมของการแปรรูปขยะ ก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีส่วนช่วยในการลดการใช้ทรัพยากร เช่น การแปรรูปขวดพลาสติคให้เป็นเส้นใย (thread) เพื่อนำมาใช้ผลิตเสื้อผ้า ซึ่งพบได้ในเสื้อผ้ายี่ห้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas หรือในผู้ผลิตเครื่องนอนในประเทศไทยอย่าง Pasaya โดยขวดน้ำ 7.6 ขวดสามารถเปลี่ยนเป็นเส้นใย recycled polyester yarn ได้ถึง 100 กรัม ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้ผลิตเส้นใยจากขวดพลาสติคมากมาย เช่น Repreve, Ciclo, Brilen ซึ่งใช้เทคโนโลยีผลิต Recycled Polyester Yarn ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น นวัตกรรมในการตรวจวัดและคำนวณคาร์บอน (Carbon Emission Measurement and Calculation) นวัตกรรมการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage) นวัตกรรมการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเขียว (Green Supply Chain Management) และนวัตกรรมอื่นๆ ที่ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในโลกก้าวไปข้างหน้าโดยมีการปลดปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนและทำให้ประเทศไทยสามารถไปถึงเป้าหมายการลดคาร์บอนได้ตามเป้าแล้วนั้น ยังสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
- Global Temperature
- 5 Things Developers Should Know About Mass Timber
- DITTO ปั้น “ดิจิทัล ทวิน” ประเดิมคว้าบิ๊กโปรเจกต์ กนอ.มูลค่า 143 ลบ.
- Oklin เครื่องกำจัดเศษอาหาร กำจัดขยะ ย่อยเศษอาหาร เครื่องกำจัดเศษอาหาร ทำปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการย่อย
- ส่องอาณาจักร PASAYA สิ่งทอรักษ์โลก ที่ไม่ได้มีดีแค่ “นุ่ม ลื่น เย็น”