การคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ (Strategic Foresight) เป็นเครื่องมือที่สําคัญในการสร้างความสามารถในการ แข่งขันและเตรียมความพร้อมองค์กรสําหรับอนาคต (Future Readiness) โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ ยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน สามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้การคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ เป็นการคาดการณ์ที่ผู้ประกอบการธุรกิจจะใช้ในการมองอนาคตว่าจะมีปัจจัยอะไรที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ ธุรกิจ ทั้งที่อาจเป็นโอกาสหรือเป็นภัยคุกคามต่อตัวธุรกิจเองหรือกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ การมองไป ข้างหน้าถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ธุรกิจได้ตระหนัก เฝ้าระวังและมีเวลาใน การเตรียม ความพร้อม เตรียมตัวล่วงหน้าต่อโอกาสใหม่ๆหรือปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เมื่อปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ธุรกิจก็มีความพร้อม สามารถปรับตัวและดําเนินการได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การคาดการณ์อนาคต เชิงกลยุทธ์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองในองค์กรจะต้องมีขั้นตอนหรือกระบวนการที่จะต้องพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามในหลายๆธุรกิจอาจจะเคยดําเนินการและใช้คําที่คล้ายๆกัน เช่น การพยากรณ์ (forecasting) หรือ การวางแผนในอนาคต (future planning) ทําให้หลายๆคนอาจจะคิดว่าในองค์กรได้ทําอยู่แล้วหรือเกิดความสับสนว่าเป็นเรื่องเดียวกันเพียงแต่ใช้คําที่แตกต่างกันหรือที่จริงแล้วมีความหมายแตกต่างกัน
การพยากรณ์ (forecasting) หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยกับการพยากรณ์เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการทําแผนธุรกิจประจําปี เช่น ในช่วงต้นปีจะต้องมีการทําแผนธุรกิจฝ่ายขายจะตั้งเป้าหมายรายได้และพยากรณ์ยอดขาย ณ สิ้นปี โดยนําข้อมูลยอดขายในแต่ละผลิตภัณฑ์ในอดีตในช่วง 3 – 5 ปีก่อนมาดูแนวโน้มการเติบโตก่อนการตั้งเป้าหมายยอดขายตอนสิ้นปี จะเห็นว่าการพยากรณ์เป็นการนําข้อมูลแนวโน้มในอดีตมากําหนดเป้าหมายในอนาคตการพยากรณ์จึงนิยมใช้กับเรื่องที่มีข้อมูลในอดีตที่มีมากพอที่จะหาแนวโน้มการเติบโตและนํามาพยากรณ์อนาคต
การพยากรณ์จะแตกต่างจากการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์เนื่องจากการพยากรณ์เป็นการคาดการณ์จากแนวโน้มข้อมูลในอดีตที่มีผลมาจากภัยคุกคามที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่การคาดการณ์ในอนาคตเชิงกลยุทธ์เป็นการมองไปข้างหน้าโดยคาดว่าในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างไร เช่น การมีแพลทฟอร์มซื้อของออนไลน์จะส่งผลต่อพฤติกรรมคนซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทําให้สินค้าที่วางขายหน้าร้านมียอดขายลดลง ถ้าธุรกิจนําข้อมูลการขายหน้าร้านในอดีตมาพยากรณ์ยอดขายตอนสิ้นปีโดยไม่ได้พิจารณายอดขายหรืออัตราการเติบโตของแพลทฟอร์มซื้อของออนไลน์ก็อาจจะทําให้การวางแผน การตลาดผิดพลาดได้
สําหรับคําว่าการวางแผนในอนาคต (future planning) จะใช้ในการวางแผนกลยุทธ์องค์กร เช่นการวางแผนกลยุทธ์องค์กร 4 ปีของบริษัทที่ต้องกําหนดวิสัยทัศน์และจัดทําแผนกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นั้นแผนกลยุทธ์จะกําหนดทิศทางและเป้าหมายในอนาคตของบริษัทที่จะต้องไปถึงไว้อย่างชัดเจน เช่น บริษัท ก. เป็นบริษัทขายเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะกําหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะโดยมีเป้าหมายในการได้ส่วนแบ่งการตลาดไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในช่วง 4 ปีข้างหน้าและบริษัทได้วางแผนอนาคต (future planning) โดยจัดทําแผนกลยุทธ์องค์กร 4 ปี ขึ้นมารองรับและดําเนินการตามแผนฯดังกล่าวจะเห็นว่าการวางแผนในอนาคตจะเน้นที่การกําหนดเป้าหมายที่ต้องการจะไปให้ถึงไว้ล่วงหน้าและมุ่งไปที่การดําเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ กําหนดไว้
อย่างไรก็ตามในการจัดทําแผนกลยุทธ์องค์กรจะต้องวิเคราะห์ SWOT หรือการวิเคราะห์จุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses) โอกาส (Opportunities) และภัยคุกคาม (Threats) ของสถานการณ์ปัจจุบันและส่วนใหญ่จะนําโอกาสและจุดแข็งของบริษัทมาสร้างธุรกิจขณะที่บริษัทเองอาจจะต้องดําเนินการปิดจุดอ่อนและ ระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ซึ่งการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์จะเข้ามาช่วยในการมองโอกาสและภัยคุกคามที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในอนาคตรวมทั้งการกําหนดสถานการณ์จําลอง (Scenario) จะครอบคลุมและการกําหนดเส้นทาง (Roadmap) ที่จะต้องดําเนินการให้มีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าการวางแผนในอนาคต (future planning) การคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ (Strategic Foresight) และการพยากรณ์ (forecasting) แม้จะมีความหมายที่แตกต่างกัน แต่ก็มีความเชื่อมโยงกันและต้องใช้ร่วมกันในการจัดทําแผนกลยุทธ์องค์กรและเมื่อดําเนินการตามแผนฯแล้วจะต้องทบทวนการคาดการณ์อนาคตอย่างต่อเนื่อง (continuous foresight) และกลับมาพิจารณาปัจจัยที่อาจเป็นโอกาสหรือภัยคุกคามอย่างสม่ําเสมอการนําการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์มาใช้ในองค์กรจึงไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันและมองไปข้างหน้าแต่ยังเป็นกระบวนการที่ต้องทบทวนแผนฯอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ธุรกิจเกิดการสร้างวัฒนธรรมของการทบทวน และปรับสิ่งที่ดําเนินการไปเพื่อสร้างความมั่นใจการบรรลุเป้าหมายในระยะยาวและ เตรียมพร้อมสําหรับอนาคตที่ ฃอาจเกิดขึ้นไดห้ลากหลายรูปแบบซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เนื่องจากการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ (Strategic Foresight) เป็นกระบวนการที่ต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอน ดังนั้นการพัฒนาการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์เพื่อกําหนดสถานการณ์จําลอง (Scenario) จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างสมดุลเข้าด้วยกันในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจกระบวนการดําเนินการจึงขออธิบายขั้นตอนสําคัญในการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับผู้ที่สนใจได้นําไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การสํารวจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environmental Scanning) และการสํารวจสัญญาณ อนาคต (Horizon Scanning) จากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความหลากหลาย องค์กรจะต้องกําหนดขอบเขตสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจของตนเองก่อน โดยวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation analysis) เพื่อ กําหนดปัจจัยที่มีความสําคัญสูงสุดต่อธุรกิจและประเมินตามระดับผลกระทบความน่าจะเป็นในการเกิดโดยมุ่งเน้นปัจจัยที่อาจเป็นโอกาสทางธุรกิจหรือเป็นภัยคุกคามในมุมมองด้านต่างๆ
ขั้นตอนที่ 2 ระบุความไม่แน่นอนสําคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลต่ออนาคตของธุรกิจ (Key Drivers of Change) โดยพิจารณาจากข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอกและการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตมุ่งเน้น ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจจากข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและคาดการณ์แนวโน้มที่ อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า การแข่งขัน หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาสถานการณ์จําลอง (Scenario) โดยกําหนดรูปแบบของสถานการณ์จําลองจากการจัดลําดับความสําคัญที่จัดไว้และใช้โมเดล 3Ps (the 3 Ps Foresight Thinking Types) ในการพิจารณาการสถานการณ์จําลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นอะไรอาจเกิดขึ้นและอะไรควรเกิดขึ้นโดยพิจารณาทุกสถานการณ์ทั้งหมดในเวลาเดียวกันโมเดล 3Ps ประกอบด้วย
Probable Futures เป็นสถานการณ์ในอนาคตที่น่าจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ข้อจํากัดของธุรกิจโดยจะเกิดขึ้นอย่างมีรูปแบบ รูปแบบมีความคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอย่างสม่ําเสมอและสามารถคาดการณ์ได้
Possible Futures เป็นสถานการณ์ในอนาคตที่เป็นไปได้อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างอิสระรูปแบบการเกิดมีความหลากหลายไม่มีความคล้ายคลึงกันไม่แน่นอนและคาดการณ์ไม่ได้
Preferable Futures เป็นสถานการณ์ในอนาคตที่ต้องการให้เกิดภายใต้ค่านิยมเป้าหมายและวาระสําหรับอนาคตที่องค์กรต้องการ
ขั้นตอนที่ 4 กําหนด Indicator สําคัญที่ใช้ในการติดตามสถานการณ์และใช้ในการสร้างภาพอนาคตของ สถานการณ์จําลอง (Scenario) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต การพัฒนาสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้า (early warning sign/indicator) โดยการทําความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง การ ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร (strategic decision-making) ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามสัญญาณต่างๆ จาก แหล่งต่างๆ ได้มา
ขั้นตอนที่ 5 ดําเนินการตามแผนปฏิบัติการแต่ละสถานการณ์จําลอง (implementation) ติดตาม (Monitoring) และประเมินผลการปฏิบัติการที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การคาดการณ์และเตรียมความพร้อมสําหรับอนาคตไม่ใช่เพื่อให้ องค์กรยังคงมีความสามารถในการดําเนินการให้บรรลุเป้าหมายด้านผลลัพธ์ในอนาคต แต่ยังช่วยให้สามารถ มองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นการเตรียมพร้อมสําหรับทางเลือกในอนาคตที่ อาจเกิดขึ้นไดอ้ ย่างหลากหลายอีกด้วย
ขั้นตอนที่ 6 เรียนรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่องโดยทบทวนผลการดําเนินการและปรับปรุงสถานการณ์จําลองให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้การดําเนินการในขั้นตอนต่างๆอาจให้ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องในองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อให้เกิดความหลากหลายของมุมมองรวมทั้งจะเกิดความร่วมมือเมื่อได้ดําเนินการตามแผนปฎิบัติการรวมทั้งในบางขั้นตอน เช่น การสํารวจสัญญาณอนาคต (Horizon Scanning) ควรให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นจะทําให้เห็นสัญญาณอนาคตได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
อ้างอิงจาก
1. Strategic Foresight in Practice : The Ultimate Guide. ITONICS. https://www.itonics- innovation.com/strategic-foresight-guide
2. PauloCarvalho,OlivierWoeffray.Feb2023.Thefutureisn’twhatitusedtobe:Here’s how strategic foresight can help. World Economic Forum. https://www.weforum.org/ agenda/2023/02/strategic-intelligence-why-foresight-key-future-readiness/
Strategic Foresight_OECD).