ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ให้เป็นนโยบายขับเคลื่อน Creative Economy ซึ่งซอฟต์พาวเวอร์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นทฤษฎีที่ถูกคิดค้นโดยศาสตราจารย์ โจเซฟ ไนย์ (Joseph S. Nye) อาจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากหนังสือ Soft Power the Means to Success in World Politics ที่จำหน่ายในปี 2004 โดย “Soft Power” หมายถึง การใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรม การกิน การดื่ม วิถีชีวิต หรือความเชื่อ นำเสนอผ่านสื่อหรือผลงานในรูปแบบต่างๆ เพื่อโน้มน้าวใจ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด หรือพฤติกรรมความชอบให้หันมาสนใจสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้นโยบายสนับสนุนของภาครัฐ ตามแนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรม 5 รูปแบบ หรือ “5F” ได้แก่ Food อาหารไทย, Film ภาพยนตร์และวีดิทัศน์, Fashion การออกแบบแฟชั่นไทย, Fighting ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย หรือมวยไทย, Festival เทศกาลประเพณีไทย
ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยได้สื่อสารซอฟต์พาวเวอร์ด้วย 5F ผ่านการนำเสนอสอดแทรกเข้าไปในงานวัฒนธรรม งานคอนเสิร์ต ผ่านศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง ยกตัวอย่างอาหารและเครื่องดื่มของไทย ดังจะเห็นได้จากการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินสาว MILLI บนเวที Coachella ที่เจ้าตัวร้องเพลงและกินข้าวเหนียวมะม่วงระหว่างทำการแสดง จนทำให้ยอดขายข้าวเหนียวมะม่วงพุ่งขึ้น และได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว
นอกจากอาหารในกลุ่มผลไม้ ยังมีสินค้าไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้ความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติ หนึ่งในนั้นคือสินค้ากลุ่มยาดม เพราะเป็นสินค้าที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยแล้ว มีส่วนประกอบจากสมุนไพรธรรมชาติช่วยในการบรรเทาอาการคัดจมูก วิงเวียน และคลายความเครียด ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสดชื่นและผ่อนคลาย ซึ่งยาดมไทยได้รับการรีวิวและแนะนำในหลายเว็บไซต์ท่องเที่ยวและบล็อกเกอร์ชื่อดัง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจลองใช้ เพราะเป็นสินค้าราคาไม่แพง และมีการวางขายในหลายๆ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หาซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษจนกลายเป็นไอเท็มสำคัญที่ต้องซื้อติดไม้ติดมือทุกครั้งที่มาเมืองไทย แน่นอนว่าส่งผลให้อุตสาหกรรมยาดมของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว
จากการสำรวจของ Ac Nielsen ระบุว่า ตลาดยาดมของไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,300 ล้านบาทต่อปี และพบว่า ประชากรราว 70 ล้านคน ใช้ยาดมอย่างน้อย 10% และในหนึ่งเดือนใช้อย่างน้อย 2 หลอด ขณะที่ ยาหม่องน้ำของไทย ในช่วงปี พ.ศ.2561 มีมูลค่าราวกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยาดมไทย มีให้เลือกหลายแบรนด์ โดยมียี่ห้อ “โป๊ยเซียน” (POY-SIAN) เป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมของกลุ่มลูกค้าต่างชาติและนักท่องเที่ยว
ปัจจุบันธุรกิจยาดมไทยมีการขยายตลาดอย่างต่อเนื่องอีกหลากหลายแบรนด์ และมีหลายแพ็กเกจได้เลือกซื้อ อาทิ เซียงเพียวแบรนด์ยาหม่องน้ำสมุนไพรจีน ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นยาดมแบรนด์เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ สะท้อนถึงความเติบโตของตลาดยาดม ที่มีการส่งออกไปกว่า 19 ประเทศ อาทิ สหรัฐ, จีน, อังกฤษ, โรมาเนีย, เยอรมนี, มองโกเลีย, เมียนมาร์, สปป.ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อีกทั้งมีการเพิ่มยาดมกลิ่นส้ม ในรูปแบบยาหม่องเจล และยาหม่องแท่ง เพื่อเพิ่มความหลากหลาย รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ยาดมแบล็ค อินเฮเลอร์ (Black Inhaler) ที่มีการออกแพคเกจจิ้งใหม่สีดำ ดูสมาร์ท เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ยังมียาดมแบรนด์อื่นๆ ที่หลายคนชื่นชอบ อาทิ ยี่ห้อ “หงส์ไทย” ยาดมสมุนไพรที่อัดแน่นในกระปุกแพคเกจจิ้งทรงกระบอกสีเขียวสะดุดตา ที่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านการพัฒนามามากกว่า 30 ครั้ง จนได้สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม สดชื่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยให้ผ่อนคลาย เป็นหนึ่งธุรกิจ SME ที่ค่อย ๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ทั้งเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ลามไปจนถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องมีพกติดตัวเป็นของฝาก จากความฮิตนี้ส่งผลให้ธุรกิจยาดมหงส์ไทย สามารถทำยอดขายได้มากถึง 50 ล้านบาทต่อปี
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเริ่มให้ความสนใจกับยาดมสมุนไพรแบบพกพายี่ห้อนี้นั้น ต้องยกเครดิตให้กับนักร้องสาวชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘ลิซ่า’ จากวง BLACKPINK ที่มีการพกยาดมหงส์ไทยเป็นไอเท็มติดตัวและมักโพสถ่ายภาพลงในโซเชียลอยู่เสมอ จนเกิดเป็นกระแสซอฟต์พาวเวอร์แฟนคลับแห่ซื้อตาม ทำให้ยาดมหงส์ไทยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ชนิดว่าของขาดตลาดผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอต่อความต้องการ
จากปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสการพัฒนาธุรกิจยาดมไทยยังสามารถเติบโตไปได้โดยอาศัยการส่งเสริมของซอฟต์พาวเวอร์ไทยมาเป็นตัวกระตุ้น หากแต่ยังต้องพัฒนางานออกแบบสะท้อนวัฒนธรรมไทย โดยใช้ลวดลายไทยหรือการนำเสนอเรื่องราวเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทยมาช่วยสร้างความประทับใจและความจดจำในหมู่ผู้บริโภค รวมถึงพัฒนาสูตรยาดมใหม่ๆ มาช่วยเพิ่มสรรพคุณและความหลากหลาก เพื่อหาสร้างจุดเด่นและความแตกต่างให้กับตัวสินค้า
ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้และความสนใจในผลิตภัณฑ์ไทย และการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ เป็นการช่วยเพิ่มการโปรโมตผลิตภัณฑ์จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและการรับรู้ในวงกว้าง
การพัฒนาสินค้าไทย เช่น ยาดมสมุนไพรไทยในทิศทางดังกล่าวนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศและช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติได้อย่างดีอีกด้วย
หมายเหตุ : จากข้อมูล Global Soft Power Index 2022 โดย Brand Finance บริษัทจัดการกลยุทธ์เกี่ยวกับ Brand Positioning ได้จัดอันดับประเทศที่มีซอฟต์พาวเวอร์ทรงพลังที่สุดในโลกทุกปี โดยอันดับ 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อันดับ 2 สหราชอาณาจักร อันดับ 3 เยอรมนี อันดับ 4 จีน และอันดับ 5 ญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 35 ตกลงมาจากในปี 2564 ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในอันดับที่ 33 ขณะที่เอเชีย ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 รองจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินเดีย
อ้างอิง